JAZZ FEST

ของศิลปินผู้ดำเนินการที่ Jazz แรกในเทศกาลเมืองในปี 1983 – ในวงเดียวกัน – ขณะนี้พนักงานที่ SFJAZZ นักเปียโน Rebeca Mauleon และ percussionist จอห์นโทสเล่นกันใน Orquesta Batachanga, กลุ่ม Santos กำกับ พวกเขาได้ทั้งสองเล่นในคอนเสิร์ตหลาย SFJAZZ ตั้งแต่ในบทบาทอื่น ๆ ภายในองค์กร ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการ Mauleon SFJAZZ ของการศึกษาในขณะที่ซานโตสเป็นหนึ่งในห้ากรรมการศิลปะอาศัย

ใน วันคืนเปิด SFJAZZ ศูนย์ผมถามพวกเขาทั้งสองอีเมลมากกว่าที่จะสะท้อนเวลาของพวกเขากับองค์กรและ สิ่งที่มันหมายถึงการที่เกิดเหตุซานฟรานซิส

Mauleon Rebeca: I am ผู้อำนวยการศึกษาและบทบาทหลักของฉันคือการดูแลทุกแง่มุมของ SFJAZZ ของโปรแกรมการศึกษารวมทั้งการพัฒนาโปรแกรมใหม่ทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร ของเราที่จะขยายความสัมพันธ์กับชุมชนของเราและ explor [วัน] วิธีที่องค์กรของเรา สามารถเข้าถึงผู้ชมใหม่ จัด ลำดับความสำคัญของฉันได้รับการพัฒนาความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ในขณะที่ยังมั่นใจว่าการศึกษา SFJAZZ สามารถเข้าถึงผู้ที่อาจไม่ได้ใด ๆ ผ่านทางบรรทัดเพื่อดนตรีแจ๊ส; มันไม่ใช่แค่เกี่ยวกับ “การพัฒนาผู้ชม” มันเกี่ยวกับการเข้าถึงเพลง ไม่ มีความรับผิดชอบมากขึ้นสำหรับวัฒนธรรมองค์กรใด ๆ มากกว่าที่จะให้แน่ใจว่ารูปแบบศิลปะเราจึงร้อนแรงส่งเสริมจะอาศัยอยู่ในรุ่น ต่อไปคือ งานที่เราทำเพื่อพัฒนาผู้ผลิตเพลงในอนาคตและการศึกษาจะเราหวังว่าจะมีผลกระทบยาวนานเกี่ยวกับวิธีศิลปะการโอบกอดในสังคมของเรา

จอห์น โทส: ผู้อำนวยการศิลปะอาศัยเป็นตำแหน่งที่สองปี (ถึง 2014) ที่ entails curating สัปดาห์ในแต่ละปีและบางกิจกรรมการศึกษาประเภท / อวลเช่นการเจรจาก่อนคอนเสิร์ตบรรยายประชาสัมพันธ์ (สัมภาษณ์ / สนับสนุน) และทำงานร่วมกับ โรงเรียน SFJAZZ สูงดวงดาวทุก

PJ: วิธีที่คุณได้รับไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรในสถานที่แรก?

RM: ที่จริงผมดำเนินการในเทศกาลครั้งแรกในปี 1983 เมื่อมันเป็นที่รู้จักแจ๊สในเมือง กว่าปีที่ผมจะเล่นที่บ้านเลขที่ของการแสดงในงานเทศกาลนั้นก็เดินไปทำหน้าที่ระยะสั้นในคณะกรรมการบริหาร ผมก็ผู้รับรางวัล Beacon SFJAZZ ในปี 2008 ดังนั้นฉันคิดว่าคุณสามารถพูดได้ว่าฉันได้เห็นองค์กรจากหลายมุมมอง ไป สมทบกับเจ้าหน้าที่ในปี 2011 เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมเพื่อดำเนินการต่อความสัมพันธ์ของผมกับองค์กรและฉัน ตื่นเต้นที่จะได้เห็นสิ่งที่อนาคตถือที่เราใช้เวลาในขั้นตอนนี้ในสถานที่ ใหม่ของเราที่น่าตื่นตาตื่นใจ

JS: กลุ่มผมกำกับเวลา Orquesta Batachanga เล่นที่เทศกาลแรกในปี 1983 (Rebeca Mauleon เป็นนักเปียโน) ผม เคยเล่นนับครั้งไม่ถ้วนเทศกาลปีกับกลุ่มผมกำกับ (ทั้งหมด Machete, จอห์นโทสเกลอ) เช่นเดียวกับศิลปินคนอื่น ๆ และกลุ่ม (เอดส์เมลมาร์ตินเดอร์สันโจโอมาร์โสสะสตีฟ Turre มาเรียMárquezและอื่น ๆ ) ผม เคยผลิตหลากหลายของการแสดงสำหรับ SFJAZZ เช่นประวัติของเพลงคิวบากับ Cachao, Santana, Walfredo de los Reyes และโกโร Folklorico Kindembo และบรรณาการต่างๆเพื่อนักดนตรีมาสเตอร์ท้องถิ่นเช่นอาร์มันโด Peraza, ฟรานซิส Aguabella, เบนนี่ Velarde ทีสVilatóคาร์ลอ Federico และพีท Escovedo ผม เคยนำเสนอเป็นจำนวนมากของงานนำเสนอการศึกษาผ่านเทศกาลและสำหรับในช่วงห้าปี ที่ผ่านมาได้นำเสนอหกถึงแปดสัปดาห์บรรยายชุดเมื่อรากแอฟริกาแคริบเบียนของ ดนตรีแจ๊สร่วมกันสนับสนุนโดย SFJAZZ, Yerba Buena Gardens เทศกาลพิพิธภัณฑ์และจากแอฟริกันพลัดถิ่น (ที่ MOAD) ฉัน ได้รับยังให้คำปรึกษากับ [ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศิลปะบริหาร] Randall [Kline] ช่วงทั้งหมดและทำหน้าที่สำหรับบาง 14 ปีในคณะกรรมการที่ปรึกษาในขณะที่มันมีตัวตน

PJ: ผมคิดว่าผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่รู้สึกว่าการเปิดศูนย์ SFJAZZ เป็นในทางสิ่งที่ดีบาง คุณเห็นด้วยและหากดังนั้นวิธีเพื่อ?

RM: Absolutely! สร้าง เวทีสำหรับศิลปินนักการศึกษาและชุมชนจะตัดเป็นความฝันของทุกสถาบันศิลปะและ การเปิดตัวของศูนย์ SFJAZZ แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกันในหมู่ทั้งหมดของเราเพื่อให้เป็นบ้านสำหรับแจ๊ส – สถานที่ที่มันจะเจริญเติบโตในการเปลี่ยนแปลงและ ขยายตัว ใน หลาย ๆ วิธีการตรวจสอบของศิลปะในสังคมใด ๆ ที่เป็นตัวเองในการเก็บรักษาของตนสามารถมีได้ไม่ดีมากกว่าที่จะให้พื้นที่ สำหรับงานศิลปะที่จะเติบโต

JS: ผมเห็นด้วยมากที่สุดอย่างแน่นอน มัน ทำให้เพิ่มมากสมควรและมักจะถูกละเลยในความเคารพและศักดิ์ศรีรูปแบบศิลปะของ ประเทศและเรียกความสนใจไปที่ความจริงที่ว่าแจ๊สมีการพัฒนาและต้องพัฒนาต่อไป เรื่อยด้วยความเคารพราก [ของ] ขณะที่ยอมรับอิทธิพลระหว่างประเทศและแจ๊ส SFJAZZ ได้เสมอในแถวหน้าของการเคลื่อนไหวที่

PJ: ในการพูดคุยกับนักดนตรีอื่น ๆ ใน Bay พื้นที่คุณสังเกตเห็นการตอบสนองใด ๆ ร่วมกันกับการเปิดศูนย์ SFJAZZ? พวกเขากังวลว่าจะไม่ได้ SFJAZZ เป็นตัวแทนของพวกเขาหรือสนับสนุนอาชีพของพวกเขา?

RM: ในฐานะนักดนตรีที่ทำงานมานานกว่า 35 ปีจะสามารถบอกคุณได้ว่าฉากย์เพลงพื้นที่มีประสบการณ์เสมอลดลงและการไหลเช่น เดียวกับทุกชุมชนศิลปินท้องถิ่น หนึ่ง ในเป้าหมายกลางของการทำศูนย์ความเป็นจริงเป็นอย่างแม่นยำเพื่อให้โอกาสมาก ขึ้นที่จะนำเสนอและปลูกฝังศิลปินในท้องถิ่นของเราไม่เพียง แต่ผ่านเพิ่มโอกาสประสิทธิภาพ แต่ยังโดยการให้การศึกษามากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ศิลปิน สอนของเราคือบางส่วนของความคิดสร้างสรรค์มืออาชีพมากที่สุดและมีความทุ่มเท ทุกที่และมันทำให้ฉันมีความพึงพอใจที่ดีในการแบ่งปันความมั่งคั่งของศิลปิน ในท้องถิ่นของเรากับโลก ศูนย์เป็นบ้านสำหรับทุกคนและเราตั้งใจที่จะเห็นบริเวณอ่าวชุมชนของเราดนตรีหาวิธีที่จะเข้าถึงผู้ชมใหม่

JS: มีจะเป็นนักดนตรีและคนอื่น ๆ ที่รู้สึกแบบนั้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ฉันได้สังเกตเห็นอาการไข้ SFJAZZ ด้วยความตื่นเต้นความสุขติดต่ออารมณ์และความรู้สึกของสัดส่วนประวัติศาสตร์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงว่าทัศนคติในหมู่ส่วนใหญ่ของ ผู้ที่มีผู้ที่ฉันมีการติดต่อสื่อสาร

PJ: folks คุณมีทั้งแอฟริกาละตินนักดนตรีแจ๊สในแหล่งเพาะของรูปแบบของเพลงที่ SFJAZZ สามารถวิธีที่ดีที่สุดให้กับประชาคมแจ๊ส Afro-Latin หรือไม่?

RM: แรกของทั้งหมดก็ไม่จริงเกี่ยวกับการติดฉลากเพลงที่เราเล่นหรือการกำหนดเป้าหมายใด ๆ โดยเฉพาะกลุ่มของนักดนตรีหรือผู้ชม ใช่ ศูนย์ SFJAZZ จะทรงตัวที่จะรับใช้ “การเลือกตั้ง” หลาย – สิ่งที่เราต้องการคือการกระจายผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงดนตรีของเราไม่ว่า จะเป็นบนพื้นฐานของเชื้อชาติ, ดนตรีประเภทที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทุกคนสามารถมาแจ๊สและมีหลายด้านกับสิ่งที่ทำให้เพลงมันคืออะไร ใน ขณะที่ดนตรีแอฟริกาแคริบเบียนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญในการวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์ของดนตรีแจ๊สของมันเป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ฉันหวังว่าจะเห็น ภาพสะท้อนในองค์กรของเรา โฟกัส ของฉันในฐานะนักดนตรีมืออาชีพได้เน้นอย่างแน่นอนส่วนที่แคริบเบียนของเรื่อง – มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษของฉัน – แต่นักดนตรีแจ๊สของ persuasions ทุกคนต้องรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ SFJAZZ ทั้งหมดของเราและบทบาทของฉันในฐานะหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของเราคือการ ให้แน่ใจว่ามุมมองของทุกคนจะได้รับเกียรติและร่วมกัน

JS: โดยเพียงแค่ต่อเนื่องบนเส้นทางปลอมแปลงในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาของการรวม ของดนตรีแจ๊สแอฟริกาละตินในการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ทั้งในการเขียนโปรแกรม ของการแสดงคอนเสิร์ตและในการศึกษา

PJ: อะไรมันจะหมายถึงการมีนี้อาคารใหม่ในบริเวณอ่าว? คุณวางแผนที่จะใช้มันได้อย่างไร

RM: บ้านใหม่ให้กับเพลงด้วยห้องโถงรัฐ-of-the-Art (เช่นเดียวกับพื้นที่การศึกษาอุทิศ) เป็นความฝันของนักดนตรีและผู้ชมเหมือนกัน และ สำหรับ San Francisco เพื่อเพิ่มอาคารอื่นในศูนย์กลางของทางเดินทางวัฒนธรรมของเราแสดงให้เห็นถึง หลายสิ่งหลายอย่าง: จากงานและการปรับปรุงบริเวณโดยรอบของเราไปยังเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ศิลปะหลายคนและองค์กรการศึกษา มีพื้นที่ในการรวบรวมการเล่นที่จะร้องเพลง, เต้นรำ, เรียนรู้หารือฉลอง – เหล่านี้มีความหมายอย่างไม่น่าเชื่อ! แผน ของเราคือการเห็นอาคารทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเส้นประสาทของความคิดสร้าง สรรค์ที่จะให้เกียรติดนตรีคลาสสิกของอเมริกาและนักดนตรีของตนและเพื่อรักษา อนาคตของผู้ผลิตงานศิลปะเช่นเดียวกับผู้ที่ชื่นชอบ

JS: มันทำให้รู้สึกดีที่จะมีศูนย์ที่นี่ในเนื้อหาชุมชน (ไม่พูดถึงสิ่งที่สวยงามที่สุด) ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลกที่มีเอกสารที่ดีพอประวัติศาสตร์ของเรายาวของนวัต กรรมดนตรีและวัฒนธรรม ฉันหวังว่าจะนำเสนอการแสดงและร่วมแสดงจำนวนมากมีตลอดไปและมีครอบครัวของฉันรู้ศูนย์เป็นพื้นที่ชุมชนที่มักจะเข้าชม

ยาเสพติดในดนตรีร๊อค

เสียงของ DiDonato – ดังนั้นแสงที่แสดงออกดังนั้นมั่นใจได้ในทางเทคนิค – เข้าหูของฉันราวกับว่ามันเป็นชนิดของยาเสพติด ผมได้ทันทีในน้ำตา – น้ำตาแห่งความเศร้าไม่ได้ แต่ตกใจกลัวความภาคภูมิใจ แล้วขณะที่เธอปอกเปลือกเสียงของเธอลงไปเล็ก ๆ , ด้ายส่องทั้งหมดดัง coughers นิวยอร์กก็หยุดพวกเขาแฮ็ค ที่บริสุทธิ์เสียงแผ่วเบาคือทั้งหมดที่คุณสามารถได้ยินเสียงเป็น DiDonato จัดขึ้นเกือบ 4000 คนในฝ่ามือของเธอ คุณสามารถรู้สึกว่ามัน และคุณจะรู้สึกว่าเธอรู้ว่ามันเกินไป และที่เรียกสำหรับฉันคลื่นของความปีติยินดีอีก นั่นคือเมื่อฉันเริ่มสั่น – ตื่นเต้นสำหรับ DiDonato และตื่นเต้นสำหรับทุกคนรอบ ๆ ตัวผมที่ใช้ร่วมกันเช่นในขณะความสุข

คุณอาจจะคิดว่า “เด็กโง่ได้รับมากกว่านั้น.” แต่ฉันไม่คิดว่าฉันอยู่คนเดียวในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับดนตรีเหล่านี้มีความสุข ฉัน เคยไม่กี่ก่อนที่จะ (เช่นทุกครั้งที่ผมเกือบพังที่คอนเสิร์ต Kronos สี่ใน El Paso) ฉันหวังว่าจะมีพวกเขาอีกครั้งและผมไม่สงสัยเลยว่าบางทีคุณอาจจะมีอะไร บางอย่างที่คล้ายกันที่มีประสบการณ์

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเราเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้? มันอาจจะเป็นสิ่งที่ชอบประเพณีในสอนดนตรีแอฟริกันอเมริกันที่สาธุชน “รับความสุข” เป็นวิญญาณซากบนนั้นหรือไม่ มันอาจจะเป็นได้ทั้งหมดเช่นอีปะทุที่คลับเต้นรำ?

เวลาที่จะเรียกแดเนียล Levitin สำหรับคำตอบบางอย่าง เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เขียนหนังสือที่น่าสนใจที่เรียกว่านี่คือสมองของคุณเกี่ยวกับดนตรี

มหาวิทยาลัย McGill ศาสตราจารย์ยืนยันว่าฉันไกลจากคนเดียวในประสบปฏิกิริยารุนแรงมากเหล่านี้เพลง และดูเหมือนว่าการเปรียบเทียบกับยาเสพติดของฉันก็อยู่ไม่ไกลออกไป

“มัน ไม่น่าแปลกใจที่เรามีปฏิกิริยาที่รุนแรงเหล่านี้ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและที่ พวกเขาสามารถจะกล่าวว่าจะคล้ายกับรัฐยาเสพติด” Levitin บอก “พวกเขาเป็นรัฐยาเสพติด. พวกเขามียาเสพติดในสมองของเราก่อให้เกิดน้ำตกที่แตกต่างกันของกิจกรรมประสาท.”

ไม่ ว่า Levitin อยากที่จะไปที่ใด ๆ ของ “ความลับหรือความสวยงาม” ของประสบการณ์ดนตรีของฉัน แต่เพื่อ neuroscientist ทั้งหมดของเรามีประสบการณ์เขาพูด characterizable ในแง่ของการที่แตกต่างกันรัฐ neurochemical

นั่ง สบายในแถวคิว Metropolitan Opera ใน New York, I ได้เพลิดเพลินกับการผลิตของ Donizetti ของกึ่งประวัติศาสตร์มาเรีย Stuarda แน่นอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันระหว่าง Queen Elizabeth และแมรี่ราชินีแห่งสก็อต (นี่ผลิตสะเทือนใจจะยิ้มอยู่กับโรงภาพยนตร์วันเสาร์นี้.)

ไกลในพระ ราชบัญญัติ 1, แมรี่ในที่สุดปรากฏ, การหยุดจากการถูกจองจำเธอกลั้นลมหายใจของอากาศบริสุทธิ์ในป่า และนั่นก็คือตอนที่ฉันมีประสบการณ์หนึ่งในช่วงเวลาที่ดนตรีเอาชนะคุณไม่เคย ลืม แมรี่ก็เล่นโดยอเมริกันโซปราโนจอยซ์ DiDonato, นักร้องคนโปรดของฉัน ฉันรู้ว่าเธอจะดี แต่ฉันไม่ได้เตรียมตัวสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันในขณะที่เธอร้องเพลงของ เธอเพลง

“เพลง modulates ระดับ dopamine ในสมองซึ่งเป็นสารเคมีที่มีความรับผิดชอบสำหรับรางวัลและความสุข” Levitin อธิบาย “นอก จากนี้ยัง modulates ระดับ serotonin และ norepinephrine กระตุ้นและในชุดที่เหมาะสมเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกของความปีติ ยินดีและมีความสุขที่รุนแรง -.. เกือบความรู้สึกของการที่หนึ่งกับโลก”

ที่ว่าหนึ่งในความรู้สึกที่มาฉันในขณะที่ร้องเพลง DiDonato ถ้าฉันจะมีเพียงแค่กอดทุกคนในห้องประชุมในขณะที่ฉันจะมี!

Levitin ได้อย่างรวดเร็วเพื่อชี้ให้เห็นว่าฉันไม่อาจมีประสบการณ์ที่รุนแรงเดียวกันถ้าผมเดินกลับไปที่ดูประสิทธิภาพอีกครั้ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเพียงที่สมองของเราอยู่ที่แต่ละช่วงที่เขากล่าวว่า มันคล้ายกับคนพูดคำข้ามกับคุณ ที่หนึ่งขณะที่มันอาจจะทำให้คุณอยู่ในความกลัวที่อื่นคุณอาจยักเพียงมันออก

“เมื่อ เซลล์ประสาท align” Levitin กล่าวว่า “เราไปถึงช่วงเวลาเหล่านี้เมื่อเราเปิดกว้างที่สุดเพลงและส่งผลกระทบต่อเรา. และบรรดาผู้ที่สามารถประสบการณ์แห่งเพื่อตรวจสอบว่า.”

มีช่วงเวลาใด ๆ เมื่อดนตรีสดเพียงส่งคุณไปด้านบน? มีการบันทึกใด ๆ ที่คุณได้รับทุกครั้งหรือไม่ แจ้งให้เราทราบในส่วนความเห็น

Winter Jazzfest 2013

If you see a significant part of the two-night, 73-band marathon, you will marvel at the incredible diversity of inspiration, often from musicians you haven’t heard of, reflecting just about every sonic impulse and genre-hybrid imaginable. You may later wonder if this coalition of disparate ideas can cohere without a central core aesthetic, or what that core might be in 25 years, but it won’t matter at the time.

Pleasingly, there will be more excited young people — musicians, culture hounds, couples on dates — than you normally see at jazz shows. Less pleasingly, prohibitively large crowds, even in cold rain, will prevent all but concertgoing ninjas from getting into everything they set out to attend.

You will hear some things that resonate with you. You will hear other things that feel too noisy, too smarmy, too complex; that will be OK because you will simply get up and move to another venue. You will stand in line outside the Zinc Bar. You will still wonder how so much talent could amass in one place, even in a city as enormous as New York. You will, if you pursue it any further, realize that even these dozens of bands collectively represent only the tip of the iceberg.

Many of the bands feel like all-in experiments in the unusual. Such ambition makes sense if you know the event’s origins — and continuing function — as a showcase for venue bookers and concert presenters. I appreciated this in theory, if not always in practice. I saw a tribute to the eclectic film composer, performer and producer Ryuichi Sakamoto, brought together by violinist Meg Okura; soon afterward, I checked out harpist Brandee Younger’s rescoring of fellow harpist Dorothy Ashby’s cult classic album Afro-Harping, featuring a live DJ. Later that night, pianist Dan Tepfer and alto saxophone legend Lee Konitz were joined by the Harlem String Quartet, which interpreted Tepfer’s live compositions (he used a MIDI keyboard to beam information to the quartet’s iPhones). It was also the evening I saw Corey King’s TAFFY, where the front line included both King’s trombone and Max Siegel’s bass trombone, and the CHURCH project led by Mark de Clive-Lowe, whose violent rhythm section of Mark Kelley (bass) and Nate Smith (drums) adjusted to his impulses on piano, keyboard and drum machine.

My experience began a little after 6:15 p.m. on Friday night with a half-set from Maria Neckam, a vocalist whose compositions are informed by unconventional phrasing and a striving for serenity. It ended with a foreign folk song, wrapped in warm flourishes, by bass clarinetist Oran Etkin, sometime after 2:30 a.m. on Sunday morning. In between I saw everything between international headliners and relative unknowns, intricately-plotted compositions and completely free improvisation, high-concept one-offs and bands shaped over decades. At Winter Jazzfest, you expect the entire gamut.

My favorite of the go-for-broke bands — also, somehow, on Friday night — was the trombone choir headed by Jacob Garchik. There’s a backstory as to why he calls his band an atheist gospel trombone choir, and on his 2012 album The Heavens, he overdubs himself on all the parts. But all you really need to know is that in concert, he marshals seven trombones, tuba and drums. There was joy and melancholy alike.

For all the bands that you would use the term “project” to describe, there are always a few bookings at Winter Jazzfest that feel a bit like coronations, or confirmations of greatness. On Saturday night at the largest venue, Le Poisson Rouge, the veterans known as The Cookers (with Victor Lewis subbing in on drums) delivered what felt like a keynote address with the oomph and roar of a bygone era. They were followed by alto saxophonist Rudresh Mahanthappa, whose new guitarist David Fiuczynski presented a flashy and fusion-y foil to his swirling tessellations. And after Mahanthappa’s set, fellow saxophonist James Carter, playing with his organ trio, was his usual colossal self, entertaining by destroying.

There’s always regret that you didn’t see more. I missed it, but there was buzz from both the jazz neophytes and the indoctrinated around the trio of Eric Revis (bass), Kris Davis (piano) and Andrew Cyrille (drums). There were lines spilling into the theater lobby, and out the door to get into the theater lobby, for the beloved band Kneebody and for the quartet led by drummer Nasheet Waits, featuring pianist Vijay Iyer. Apparently Jason Lindner’s Breeding Ground, an 11-piece expansion of his Now vs. Now power-groove trio, stood out. I couldn’t say — I got crowded out of that one too.

But Winter Jazzfest gives you a quantity discount, and abbreviated sets: It’s a decent deal for entrees, but a better one as a tasting menu. That’s an implicit encouragement to seek out bands you haven’t seen live, or musicians you haven’t witnessed in a particular configuration, or acts you haven’t heard of at all. (Having already featured the bands of Donny McCaslin, Alexis Cuadrado, Omer Avital, Claudia Acuña, Red Baraat, Debo Band, Colin Stetson, Pedrito Martinez, Catherine Russell, etc. on NPR Music, often with WBGO, made the decision-making a bit easier.)

For me, that meant checking out the labyrinthine compositions of Michael Formanek’s Cheating Heart quartet; the loose structures and audibles of bassist Mario Pavone’s trio (with Dave Ballou on trumpet and Tyshawn Sorey on drums); the slow-cooked, bitter-herb art-songs in Korean and English [of] Sunny Kim; the elusive trio of Tony Malaby, which used Dan Peck’s tuba as a 360-degree pivot; the proggy kitchen sink of guitarist Rafiq Bhatia’s quartet; a remarkable sequence of funk-rock tunes from drummer Ari Hoenig’s quartet — one melody was “Oops, I Did It Again” — which featured saxophonist Tivon Pennicott’s remarkable intuition for phrasing; the sprawling AfroHORN ensemble, which sounded like an Afro-Cuban ritual gathering from a fitful dream; the group Merger, where Ornette-Coleman-ish melodies gave way to the improvisatory id of trumpeter Kurt Knuffke and reedman Andrew D’Angelo.

Overall, I heard more guest spots from rappers than standards, more boom-boom-chik than ding-ding-a-ling, more outsider lexicography than established languages. Maybe that’s why some of my standout sets tasted of the familiar. Brian Carpenter’s Ghost Train Orchestra, which specializes in tightly-arranged music of the 1920s and ’30s, snuck its way to my top ten list in 2011. Live, the nine-piece band was a reminder of how wild and carnivalesque that old-time music really was, and how satisfying the swing impulse remains amid all the wheel reinvention.

And then there was The Fringe, the group of three Boston-based Berklee professors who meet weekly to make something out of nothing. On the burners, saxophonist George Garzone had a packed, sitting-on-the-aisle-steps theater shouting encouragement with his every move — that wasn’t new. But when he initiated a ballad, over 200 people sat at the edges of their seats in rapt silence. It was devastating, all the more so for being something I’ve never witnessed at Winter Jazzfest, which many treat as much as a gabby family reunion as an art-music exhibition.

When Winter Jazzfest turns 10, we’ll have come to expect the crowds, the wild ambition, the information overload. We’ll be ready for the crazy. Luckily, we still won’t be prepared for the surprises.

Cooke นักแต่งเพลงไฟแรง

Cooke เริ่มร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์ด้านทิศใต้ของชิคาโกและเดินไปสมทบกับ Stirrers วิญญาณซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ใหญ่ที่สุดของพระเยซูกลุ่ม เมื่อเขาออกด้วยตัวเขาเองเขาก็ตีขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักร้องเพลงยอดนิยมที่หลงทอง 1962 โดยบันทึกชื่อของเขาตัดสินใจว่ามันเป็นเวลาสำหรับการอาศัยอยู่ในอัลบั้ม

“แซมคือสิ่งที่เราได้มาเพื่อเรียกครอสโอเวอร์ศิลปิน:. เขาข้ามจากพระกิตติคุณป๊อปซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากพอในวันที่ แต่เมื่อเขากลายเป็นศิลปินป๊อปเขามีภาพหลักบางอย่างที่จะปกป้อง” เกลเลอร์พูดว่า . “ความจริงก็คือตอนที่เขาออกไปบนถนนเขาเล่นให้ผู้ชมส่วนใหญ่เกือบดำเท่านั้นและเขากำลังทำชนิดที่แตกต่างของการแสดง -. มากขึ้นลงบ้านลดลง-to-earth, gut-ถังชนิดของการแสดงมากกว่าสิ่งที่เขาจะทำอย่างไรกับผู้ชมป๊อปของเขา. “

คนหยิบออกมาวันที่ไมอามี่อบอุ่นในช่วงต้น 1963: 12 มกราคมที่ฮาร์เล็ม Square Club มันเป็นกลางคืนในเมืองขนาดเล็กและในเย็นวันนั้นมันก็เต็มไปด้วยบางส่วนของ แฟน ๆ ที่จงรักภักดีที่สุดของนักร้องจากวันพระกิตติคุณของเขา ผลที่ได้คือเสียงดัง, ดิบเก่งและเข้มงวด – แต่มันไม่เป็นแซม Cooke ฉลากถูกมองที่จะขายให้กลุ่มเป้าหมายหลัก อาร์ซีเอตัดสินใจที่จะเหน็บฮาเล็มคลับบันทึกลงในคลังจัตุรัสของ

ตัดไป ที่ปี 1985 เมื่อผู้บริหารบันทึกชื่อเกร็กเกลเลอร์ค้นพบบันทึกเหล่านั้นและรีบปล่อยอยู่ ที่ฮาร์เล็ม Square Club, 1963 ก็ถือว่าตอนนี้หนึ่งในอัลบั้มอยู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แต่เกลเลอร์บอกว่าเขามีความเข้าใจในสิ่งที่ทำให้เล่มหยุด

Dancefloor music

When we visited Moulton at the Upper East Side apartment he’s lived in since the 1970s, it was crammed with books, LPs, CDs, and tape boxes, its walls liberally decorated with RIAA-certified gold albums. With more than 5,000 remixes to his credit, Moulton has never stopped working. In fact, he says, he’s busier than ever.

NPR: How did you get started in the music business?

Tom Moulton: I was the buyer at a one-stop. A jukebox operator [would] go around and get all the new records. They’d sell for 52 cents, 53 cents. But if you go to a one-stop, you save yourself going to all these different companies and different labels. We had them, but we’d sell them for 56 cents, so we’d make a few pennies more on a single.

I was the buyer of 45s at the one-stop and I loved it. And then I heard about this television guy in California, Madman Muntz. He was the one that started 8-track [cassettes]. He had the patent on the player head. I was fascinated with stereo anyway — [with] both speakers, you just felt this unbelievable presence, like they were alive and in front of you rather than [recorded], hearing music like this. [Prior to the late '60s, mono was the default for most stereo systems—MM.] Like, “My God, I’m fifth-row center.” So I thought, “I’ll just go work for him.”

The opportunity to came to work with King Records, and I mean, I jumped at the chance. I started working for King in late ’59.

NPR: So James Brown was on the label by then?

TM: Yes, God was on the label.

NPR: Did you work with him directly?

TM: No, but I did meet him. I was so nervous. He pulled up in a white limousine and had a white suit on. My boss opened up the door for him and goes, “Mr. Brown, I’d like you to meet our promotions man.” [Brown] goes, “How you doin’? Gimme some skin on the dark side!” I swear: I was never going to wash my hand again because he touched me. Really.

In 1971, Moulton — a former A&R man for King Records, the home of James Brown in the 1950s and ’60s, who’d briefly quit the music business and become a model — was inspired by a visit to New York’s Fire Island to try his hand at making the dance floor experience more seamless. As Moulton told NPR last March, he spent 80 hours splicing together a reel-to-reel mix of current hits — then began to make them every few months for the Sandpiper, a Fire Island club. One of those early Sandpiper mixes — a 52-minute set from 1974 featuring classics such as South Shore Commission’s “We’re on the Right Track,” the Temptations’ “Law of the Land” and Harold Melvin & the Blue Notes’ “The Love I Lost” — was uploaded to SoundCloud, appropriately enough, on Christmas Day.

Moulton had a busy 1974. That year, he began remixing existing tracks that bridged the gap between funk and disco, elongating them for the dance floor. While the Sandpiper mix was for the delectation of a few, he took those innovations to the mass market with Gloria Gaynor’s 1975 album, Never Can Say Goodbye, on whose groundbreaking A-side Moulton beat-mixed the songs “Honey Bee,” “Never Can Say Goodbye” and “Reach Out, I’ll Be There” into one another.

But maybe his most important accidental creation came in 1974, when Moulton pressed his re-edit of Al Downing’s “I’ll Be Holding On” with a 12-inch acetate rather than the normal 7-inch ones used for singles. It was simple physics— wider grooves contain more information — and the sound quality was huge, bassy and powerful: perfect for DJs working with big systems, and expanding the canvas for musicians.

Moulton’s grandest work came for the R&B label Philadelphia International. In April, Harmless Records issued a luxuriant four-CD box, Philadelphia International Classics: The Tom Moulton Mixes, a mixture of previously released Moulton mixes (notably, his 11-minute turnout of MSFB’s “Love Is the Message,” first issued in 1977) and newer reworks, such as Lou Rawls’ “You’ll Never Find a Love Like Mine,” which Moulton somehow makes even more floridly dramatic.

I left King in ’63. There was an illness in my family and I moved back east [to] upstate New York, Schenectady. My grandmother was sick — my grandma and I were very close, so I thought I owed her that much. Of course, right after I moved back, she seemed to recover.

I got out of the record business for a while because I was sick of the B.S. involved in it. So I went to Europe and broke a tooth. And because I broke a tooth I had to have it ground down and capped. The pain was excruciating — so bad that I was afraid to eat. So I lost 30 pounds in six weeks. And someone said, “Hey, you ought to be a model.” I go, “What’s that?” I really felt like, “Blow dry my hair? Guys don’t do that.” It was quite a difficult thing. I kept saying, “Well, you didn’t want to be in a B.S. business — now you’re just using your body and not your brain.” Then I found out, “Now you’ve really got to use your brain, too.”

At the agency I happened to mention the music business. The booker says, “Do you know John White? He owns the Botel on Fire Island, out in Long Island.” You have to take a boat to get out there. [I] saw all these people, especially white people dancing to the black music, I thought, “Oh my God, I’m finally home.” In the ’50s, especially up north, whites listened to whites and blacks listened to black stations.

Just watching how people danced, I noticed how they would get off on it — and then all of a sudden this other record would come in and ruin the whole vibe. People were going one-two-three-four, and they’d always walk off on one. So I said, “I’m going to try this at home. Let me see if I can get them on the first record. I’ll have them for 45 minutes.”

I didn’t realize that this brainstorm of mine was going to take, like, 80 hours to do, to make it absolutely perfect. I thought, “I’ll be better than a DJ, because there’s no element of mistakes.” I mean, it was going to be perfect. After I did it, I thought, “Well, I’d never do that again.” I almost died — I mean, 80 hours for what?

I got a call at that following Friday night. It was very noisy. They guy introduces himself. His name is Ron Malcolm, and he says, “They hate it! They don’t like the music.”

OK, well, I tried. What can I tell you? I got kind of depressed over it. The next night I got a call 2 o’clock in the morning. I’m hearing all this screaming and yelling. “They love it! They love it!” I’m saying, what the hell? I don’t know what they’re talking about. (That’s before caller ID, I might add.) So I had no idea who it was. I hung up and they called again: “They love it! They love it!” Finally the next day, Ron called me and said, “They really loved the tape.”

I said, “Wait a minute, I only gave you one. How can they hate it one night and then love it the next?”

“Well, Friday night everyone comes out to unwind after a busy week, so they don’t want to explore, experiment — they want to be familiar with the music, and dance to the music they know. But Saturday night, they’re ready, they’re rested, they’ve been at the beach all day, and now they’re ready to party. Now they want to hear the new stuff. Can you do a new tape every week?”

I said, “There’s not enough hours in the week to make it. Forget it.” They said, “What about the three main holidays?” I said OK, and they paid me good money for it. But it still really took a lot of time to do.

I always had a good sense of music. Music should flow, it should move — otherwise you get bored very easily. What happened before should always set up what’s happening next. Even if it’s the same piece of music, it should be constantly built or go somewhere. That was my approach to it.

I gave it to John. I said, “See if it works.” He gave it back to me. So I went out to get the tape. I said, “What did you think of it?” He said, “Don’t quit your day job.” Believe me, after that, I wanted to go jump in the water.

So I was waiting by the boat [by] a place called the Sandpiper. I was so down, and this guy came out of there and he says, “Are you OK? You look like you lost you dog or parents or something. You’re so depressed.” I told him what happened and he says, “That guy’s a b—— anyway. I don’t do the music [at the Sandpiper] but my partner does — I run the bar and he runs the music. If you want, you can put your name and address on there, and your phone number. I’ll see what he thinks of it and have him call you and let you know.”

ความโกรธของชาวร๊อค

“การ เป็น 11 หรือ 12 ปีผมก้องด้วยเสียงของความโกรธและการต่อสู้ภายในของฉันหรือสิ่งที่ฉันกำลังจะ ผ่าน. ฉันพบว่าการฟังเพลงในห้องนอนของฉันความสามารถในการรู้สึกว่าคุณสามารถกรีด ร้องและตะโกนและจริงๆ แสดง ความโกรธที่จริงๆช่วยให้ฉันออกมาเมื่อผมยังเป็นเด็ก …. ผมไปโรงเรียนสีขาวเป็นหลักของคุณเพื่อให้เราจัดการกับจำนวนมากของชนชาติ. พ่อแม่ของฉัน, แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ที่นั่นเสมอและให้การสนับสนุนเท่าที่พวกเขา อาจ จะฉันไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขากำลังกังวลของฉันอย่างจริงจัง. ชอบคุณรู้ได้รับบนรถโรงเรียนและสิ่งที่ถูกโยนที่คุณและด่าเชื้อชาติ. ทันทีที่ผมกลับมาบ้านฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถ บอก พ่อแม่ของฉัน. ฉันรู้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจและที่จริงเกิดขึ้นมากของภาวะซึมเศร้าสำหรับฉัน เป็นเด็กเพราะผมก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนฉันมีทุกคนที่จะพูดคุยกับเกี่ยวกับ เรื่องนี้. “
“ใน ชุมชนสีดำ, เพลงจึงสำคัญในแง่ของการเล่านิทานกลไก. กลับบลูส์ในยุคผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่เป็นจริงสามารถที่จะพูดคุยเกี่ยว กับความยากลำบากและความทุกข์ของพวกเขาผ่านทางดนตรีและเป็นส่วนตัวมาก. [เดียวกันเป็นจริงของ ] hip-hopเพราะยังเห็นได้ชัดว่าเป็นรูปแบบเพลงดำเป็นศูนย์กลาง. เมื่อฉันถูกในยุค 20 และ hip-hop ของฉันถูกออกมาเป็นจำนวนมากของคนผิวดำรู้สึกว่าถ้าคุณฟัง hip-hop, นั่นหมายความว่าคุณ สี ดำจริงๆว่าคุณภูมิใจในตัวเองที่คุณรู้ว่าคุณเป็นใครดังนั้นเมื่อคนดำฟังเพลง ‘ขาวเป็นศูนย์กลาง’ -. ซึ่งเป็นม้วนประเทศ , พังค์, ไม่ยอมใครง่ายๆ – มันเห็น ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการอย่างใดความภาคภูมิใจของพวกเขาเป็นใคร. “ความต้านทานความรู้สึกจากทุกทิศทุกทาง

“มี เด็กชายคนหนึ่งที่เดินไปยังอีกโรงเรียนมัธยม. เขาเป็นจริงๆเป็นโลหะและเราจะพูดคุยทางโทรศัพท์และผมจำได้ว่าเขาบอกว่าเขา อยากจะพบฉันที่ห้างสรรพสินค้าในช่วงสุดสัปดาห์. และเขากล่าวว่า ‘ดีสิ่งที่คุณมีลักษณะอย่างไร’ และผมพูดว่า ‘ดี, ผมสีดำและนี้และนี้ … ‘ และ เขาวางหูโทรศัพท์. ฉันไม่เคยได้ยินจากเขาอีกครั้ง. [ฉันยังจำ] เพื่อนของฉันสีดำหญิงในโรงเรียนมัธยมและผู้ปกครองของพวกเขาสงสัยว่าทำไมฉัน ได้สวมใส่เสื้อยืด Def Leppard-หรืออะไรก็ตามและชนิดของการตั้งคำถามจริงๆฉัน ถูก ต้องตามกฎหมายของฉันเป็นวัฒนธรรมคนผิวดำ. ทั้งหมดของบรรดาทำกันฉันเข้าใจจริงๆในวัยหนุ่มสาวสวยที่เป็นผู้หญิงผิวดำผม ไม่ควรจะทำเช่นนี้และมีอะไรบางอย่างผิดปกติกับผมเพราะผมเพลิดเพลินกับเสียง เพลงนี้ “

เมื่ออคติเกี่ยวกับ “สีดำ” และ “สีขาว” ดนตรีสไตล์

บทเพลงอันสวยงาม

นักแต่งเพลงตเทิล, Hadreas เขียนเนื้อเพลงที่สามารถจะยากที่จะได้ยินด้วยวิชาเช่นวัยรุ่นฆ่าตัวตายและประสบการณ์แม่ของเขาเองต่อการทารุณกรรมทางเพศ

“มันสามารถเป็นสิ่งที่เหงามาก” Hadreas พูดว่า “. แต่ฉันอยากจะตบมือให้แม่ของฉันฉันคิดว่าและเพียงแค่ให้เธอรู้ว่าทุกความกล้าหาญที่จะถูกกรองลงไปฉันหวังว่าหรืออย่างน้อยฉันชื่นชมมันมาก.” คุณสามารถได้ยินเสียงเพลง Genius น้ำหอม ‘เป็นยา – Hadreas บอกว่าเป็นมุมมองที่ถูกต้อง – แต่ยังเรียกร้องให้พาคนที่พวกเขาเป็น ในวิดีโอสำหรับ “Take Me Home,” เขาเล่นโสเภณีชายที่เดินตามถนนร้างของเขตอุตสาหกรรมซีแอตเติกับการยอมรับการเสนอขายเพลงและเคารพ

“ผมใส่รองเท้าส้นและชุดฟุตบอลเสื้อในวิดีโอสุดท้ายคุณรู้” Hadreas กล่าวว่า “และแล้วฉันจะเป็นที่แสดงและฉันจะเห็นเด็กผู้ชายอีกคนในชุดหรือสิ่งที่ยิ้มขึ้นมาที่ผมและ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ผมทำมัน. “

เพลงคริสต์มาส

ยังคงที่เวลาของปีเมื่อคิดถึงไม่ได้เป็นเพียง แต่ได้รับการสนับสนุนให้อภัย (กับคุกกี้และ Eggnog ด้านข้าง), ฉันพบตัวเองโหยหาเก่าคลาสสิกของฉันรายการโปรดคริสต์มาส ที่นี่ขอบคุณไม่กี่คนที่มี interwebs และ … ถ้าคุณได้ทำงานในที่ดีปล่อยคลาสสิกคริสต์มาสเราพลาดในปีนี้บอกให้เราทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในส่วนความเห็น วิธีนี้ก็คือจะเปิดออกมินนิโซตาร้องที่ดีมากครับนักร้อง Dale Warland ไม่เคยทำให้มันเป็นใหญ่เป็นหมู่กลุ่มอื่น ๆ แต่สำหรับมากกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา (พวกเขายกเลิกในปี 2004) พวกเขาท็อปส์ซูในสายตาของนักร้องหลายคนไกลและกว้าง Warland ผู้อำนวยการของกลุ่มมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมในเพลงที่น่าสนใจเตรียมของตัวเองและเป็นแรงบันดาลใจผสมผสานงดงามและความสามัคคีในคณะนักร้องประสานเสียงของเขา ไหลไม่หยุด; มันเพียงเพื่อชะลอหยด ในยุคเมื่อกว่าอัลบั้มคลาสสิกจะขายและศิลปินน้อยจะต้องเซ็นสัญญากับป้ายขนาดใหญ่อาจจะคิดของการปล่อยบันทึกคริสต์มาสเป็นปัญหามากขึ้นกว่าก็คุ้มค่า โจเซฟ Oerke กับดอยซ์แกรมมาและคลาสสิกเดคคาในสหรัฐฯทำให้ผมนึกถึง แต่ที่ไม่กี่ดาวโอเปร่าใหญ่เช่น Bryn Terfel ยังคงตัดแผ่นคริสต์มาส และถึงแม้ว่าอัลบั้มคริสต์มาสเขากล่าวว่า “ส่วนใหญ่จะเน้นในตลาดสหรัฐด้วยการดึงโดยทั่วไปน้อยในประเทศอื่น ๆ ” เขามั่นใจฉันว่าเราไม่ได้เห็นจุดจบของพวกเขา โรเบิร์ตชอว์เป็นยักษ์ในหมู่ตัวนำร้องเพลง เกือบเขาก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียง (รวม Atlanta Symphony Orchestra นักร้อง) ทุกเพลงซึ้งสื่อสาร โรเบิร์ตนักร้องชอว์หอการค้าได้ยินที่นี่เป็นหน่อของ ASO หอการค้านักร้อง พวกเขาร้องเพลงคำในทางที่จะไปตรงกับคุณ เหมือน Warland ชอว์ปกป้องคีตกวีร่วมสมัยและ arrangers และประสิทธิภาพการทำงานที่ง่าย deceptively เช่นนี้สามารถอบอุ่นไปทั้งหัวใจในวิธีที่ลึกลับ

The Beatles

กลับมาแล้วโปรแกรม 53 นาทีถ่ายทำในสี แต่ไม่ได้ออกอากาศทางที่ ลองนึกภาพ Sgt ปกพริกไทยดำและขาว, และคุณสามารถจินตนาการเท่าใดก็หายไปในการแปล รับ TV ที่พิเศษคือให้ดีว่าการแสดงไม่ได้รับเลือกขึ้นมาในประเทศสหรัฐอเมริกา – เพียงแค่ซาวด์ ในที่สุดพิเศษถูกแจกจ่ายไปยังบางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นและการท่องเที่ยววงจรฟิล์มวิทยาลัยพร้อมกับกัญชาบ้า ที่เมื่อผมเห็นมันครั้งแรก แต่ในระดับชาติ, ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์ไม่เคยได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา – จนถึงปัจจุบัน

ใน วันศุกร์ – เช่นเคยตรวจสอบรายชื่อท้องถิ่น – ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์จะนำหน้าด้วยสารคดีใหม่สหายหนึ่งชั่วโมง, Magical Mystery Tour เยือน นี้อาจจะเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับภาพยนตร์เป็นเวลานานกว่าฟิล์มเอง – แต่มันคุ้มค่า

ใน คืนวันศุกร์พีบีเอสที่มีการจัดยิ่งใหญ่กว่าสารคดีเกี่ยวกับการทำทีวีบีทเทิล พิเศษจาก 1967 – ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์ – จากนั้นจะแสดงรุ่นฟื้นฟูของพิเศษที่ ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์มีเพลงจากอัลบั้มของสหรัฐชื่อเดียวกัน แต่ไม่ได้อัลบั้ม เป็นจินตนาการของตลกดนตรีบีทเทิลและ busload ของนักท่องเที่ยวการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่รู้จัก

มันถูก เขียนและผลิตในปี 1967 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อสำหรับบีทเทิล “ทุ่งสตรอเบอร์รี่ตลอดกาล” ออกมาในปีนั้นเช่นเดียวกับ “เพนนีเลน” และ Sgt พริกไทยอัลบั้มวังเวงหัวใจคลับกลุ่ม ที่ตามมาหนึ่งเดือนหลังจากนั้นโดยรอบปฐมทัศน์ทีวีสดของ “All You Need Is Love” ออกอากาศทั่วโลก บีทเทิลดูเหมือนจะสามารถทำผิด และพวกเขาก็ไม่ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์ซึ่งถ่ายทอดสดโดยบีบีซีวันหลังวัน คริสต์มาส – บ็อกซิ่งเดย์ – เป็นวันหยุดพิเศษ ในสี่ของประชากรอังกฤษเฝ้าดูมัน – และจำนวนของผู้ที่เกลียดมัน

สารคดีที่ผลิตโดยโจนาธานไคลด์ของ Apple ภาพยนตร์และกำกับการแสดงโดยฟรานซิส Hanly เป็นอย่างเยี่ยมยอด มันอธิบายถึงวิธีคิดสำหรับลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์มาและวิธีการที่ Paul McCartney เดิมดึงแนวคิดเป็นกราฟวงกลม – จากนั้นจะแสดงกราฟ มัน ครอบคลุมถึงที่มาของตัวเลขแต่ละเขียนเฉพาะสำหรับการแสดงจากชื่อเพลงและ “คนโง่อยู่บนเนินเขา” เป็น “ฉันวอลรัส” และ “แม่คุณควรรู้.” มันเป็นของขวัญมากมายฉากและบทสัมภาษณ์ใหม่ที่มีคาร์ทและ Ringo Starr เช่นเดียวกับมาร์ตินสกอร์เซซี่เทอร์รี่กิลเลียมและปีเตอร์ฟอนดา นอกจากนี้ยังมีการให้สัมภาษณ์กับจอร์จวินเทจแฮร์ริสันซึ่งการประเมินผลของทีวีพิเศษ 1967 เป็นกลั่นกรองเป็นตัวโปรแกรมเอง

มันสารคดีดี – ดีกว่าที่จะซื่อสัตย์กว่าลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์เอง แต่ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์สนุกมากในการชมถ้าคุณเป็นแฟนบีทเทิลที่มันทำหน้าที่หนึ่งความสุขหลังจากที่อื่น John Lennon ให้บริการพลั่วปาเก็ตตี้เป็นพนักงานเสิร์ฟในฝัน จอห์น และจอร์จในสโมสรแถบ, ดูบ้านผมร้องเพลงเรียกว่า “ความตายสำหรับ Cutie” – ซึ่งบังเอิญเป็นแรงบันดาลใจชื่อของวงดนตรีร็อคมากขึ้นเมื่อเร็ว ๆ และจำนวนการผลิตปิด “คุณแม่ของคุณควรจะรู้” ซึ่งมีบีทเทิลในชุดสูทสีขาวเต้นรำในเวลาเดียวกันลงบันไดยักษ์

นอกจากคุณลักษณะพีบีเอสคู่ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์ยังตอนนี้มีเป็นห้องดีลักซ์วางขายจาก Apple ซึ่ง จะรวมถึง Blu-ray และดีวีดีเวอร์ชันของเดิมพิเศษคร่าวอย่างมากมายของภาพยนตร์สารคดีและ lots of extras รวมทั้งฉากที่ถูกตัดและฉากที่สมบูรณ์ที่ถูกตัดออกจากโปรแกรมก่อนที่จะ 1967 รอบปฐมทัศน์ ความ พิเศษเหล่านี้ที่ทุกบิตเป็นความบันเทิงที่ลึกลับมหัศจรรย์ทัวร์และส่วนหนึ่ง เป็นปาฏิหาริย์เล็ก ๆ น้อย ๆ : นักร้องนักแต่งเพลงอิวอร์ดนั่งอยู่ที่อวัยวะสีขาวหรูหราในช่วงกลางของชนบท ของอังกฤษละครองค์ประกอบของเขา “ฉันจะใน นอกสถานที่. ” จะต้องได้รับประหลาด hypnotically แล้ว มันแปลกประหลาด hypnotically ในขณะนี้

บทเรียนจากคนรักเสียงเพลง

ฉัน รู้สึกเหมือนเพียงการถามคำถามเพียงครึ่งหนึ่งต่อสู้: คุณจะไม่ได้รับในสิ่งใหม่จนกว่าคุณได้ตัดสินใจว่าคุณพร้อมที่จะทำเช่นนั้น – และตัดสินใจว่าข้อเท็จจริงมีคุณค่าของเวลาและความสนใจออกไปจากเพลง คุณจะได้มีเวลาได้ง่ายขึ้นเพลิดเพลิน เมื่อ คุณได้หลีกเลี่ยงหรือเอาชนะมิฉะนั้นความคิดร้ายกาจที่มีบุญที่จะพบในประเภท ที่คุณคิดว่าคุณไม่ชอบไม่คุณจะมีอิสระการจุ่มเท้าในน้ำจืด

นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่หายตัวไปของหลาย ๆ ร้านแผ่นเสียงเป็นเช่นความอัปยศ: ชอบแฟนที่ดีเสมียนบันทึกเก็บที่ดีรักมันเมื่อมีคนถามหาเคล็ดลับในสิ่งใหม่ มูลค่าพยายาม – ถ้าคุณขอคำแนะนำที่น่าสนใจในความเชื่อที่ดีที่สุด เสมียนบันทึกเก็บจะไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้คุณออกจากร้านที่ แต่ มีวิธีการซ่อมแซมกันออนไลน์ประสบการณ์ที่คล้ายกันเป็นจากบริการขั้นตอนวิธี การตามชอบแพนดอร่าและ Rdio และ Songza และ Spotify – ที่คุณสามารถเดินเตร็ดเตร่โพรงกระต่ายตามคำแนะนำของแหล่งที่คุณไว้วางใจหรือ เพียงได้รับความผิดพลาดหลักสูตรรวดเร็วใน ได้ รับความนิยมในสิ่งที่ในขณะนี้ – และคุณรู้ว่าผมกำลังจะทำเช่นนี้, เพลงเอ็นพีอาร์ที่มีภัณฑารักษ์ที่จะนำการสนทนาและคนชี้ในทิศทางของศิลปิน มูลค่าการค้นพบ อยากรู้เกี่ยวกับดนตรีแจ๊ส? สาดรอบในบล็อกศาลฎีกาเริ่มต้นด้วยการแนะนำรายการ Take Five ของ “แจ๊สตัวอย่าง.” ต้องการเจาะดนตรีคลาสสิกเป็นชีวิต, ลมหายใจโลกที่เต็มไปความคิดใหม่ จังหวะหลอกลวงเต็มของคำแนะนำและวิธีการเล่นที่จะม้วนรอบในที่ไม่คุ้นเคย

มี บัตรสมาชิกไม่จำเป็นต้องใช้สำหรับการเพลิดเพลินกับความเครียดของเพลงเท่าที่ ใดของจึงไม่ต้องกลัวที่จะเข้าใกล้ผู้ที่ชื่นชอบความรู้ – บล็อกที่คุณต้องการชุมชนพัดลม, ทรัพยากรทางสังคมสื่อ, et al – และไปอยู่ในท้องขึ้น “ผม แทบจะไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับ [แจ๊ส hip-hop, Trance กัว, crabcore สิ่ง] แต่ผมต้องการที่จะเรียนรู้มากขึ้นและค้นพบเพลงฉันรัก. เคล็ดลับในการเริ่มต้น?” เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นจริงๆคืออะไร? “เขาแสดงความสนใจในสิ่งที่เราต้องการ! รับเขา!”
ขั้นตอนที่สอง (ในการแสวงหานี้และอื่น ๆ จำนวนมากดังนั้น) คือการเป็นอิสระจากพันธนาการตัวเองจากวิธีการที่คุณกลัวคนอื่นอาจเห็นคุณ สมมติว่าคุณต้องการได้รับในดนตรีแจ๊ส หาก คุณวิธีแจ๊สเป็นภาษาที่คุณต้องเรียนรู้วิธีที่จะพูดได้อย่างคล่องแคล่วเกรง ว่าคุณจะได้รับล้อเลียนโดยผู้สูงอายุรูปแบบของและผู้เชี่ยวชาญแล้วคุณมีแนว โน้มที่จะได้รับกำลังใจจากไปแจ๊สคลับพูดคุยกับแฟน ๆ แจ๊สโพสต์คำถามในบล็อกดนตรีแจ๊สและ มิฉะนั้นแช่ตัวเองในโลกที่ต้องการให้คุณมาแขวนออก ออกตัวเองเป็นคนจับโน่นฉวย! สอบถามไว้อย่างสวยงามเพื่อจะได้รับเชิญในและ 19 ครั้งจาก 20 คุณจะได้รับเชิญมา
เคทเคสถาม: “ฉันจะหาเพลงที่ฉันจะชอบโดยไม่ต้องขอให้เพื่อนของฉันดังนั้นฉันสามารถเก็บfaçadeว่าฉันเย็น?”

เอา ล่ะฉันรู้ว่าคุณกำลังล้อเล่นและทุกอย่าง แต่ฉันจะมีจริง bit ร้ายแรงของคำแนะนำที่ไม่เกี่ยวข้องกับการไหลของความเย็นติดตามเหมือนผิวที่ ตายแล้วเพื่อมาก คือ ว่าการเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ที่ผมกล่าวถึงข้างต้น – หน้าพัดลมสื่อสังคมต่างๆและอื่น ๆ – เป็นวิธีที่ดีที่จะไม่เพียงยอมรับความไม่รู้โดยไม่ต้องผลกระทบ แต่ยังขยายวงกลมของเพื่อน สอบถามคนแปลกหน้าเพื่อแนะนำเพลงและบางส่วนของพวกเขาในที่สุดจะกลายเป็นคนที่ มาจากคนที่คุณจะซ่อนสมัครที่น่าอายในอนาคต

ทั่ว ทั้งเพลงเอ็นพีอาร์ที่เรากำลังมองหาวิธีที่จะให้แฟนเพลงที่มีจุดเข้าสามารถ เข้าถึงได้สำหรับประเภทและเสียงที่อาจจะไม่คุ้นเคย – ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมแนะนำอย่างน้อย skimming เพลงแรกของคอนเสิร์ตโต๊ะทุกจิ๋ว ผมคิดว่าเพลงเร้กเก้ไม่ใช่สิ่งฉันจนกว่าฉันจะรักปล้นลงการแสดงโดยนักร้องเช่น Tarrus ไรลีย์และได้ยินเสียงที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่ ฉันไม่เคยคิดไวโอลินแจ๊สจะสนใจฉันจนวัน Regina Carter blew ฉันไป ตอนนี้ฉันมีการแสดงผู้ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังของฉันเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สามารถช่วยให้เพื่อนที่มีความรู้นำฉันไปมากขึ้น

สุดท้ายผมขอแนะนำให้คุณ – และคนอื่น – ไม่ได้ท้อแท้ถ้าคุณทำขุดน้อยและตัดสินใจว่าเสียงหรือประเภทก็ไม่เป็นความชื่นชอบของคุณ มีเพียงไม่กี่ชั่วโมงจำนวนมากดังนั้นในวันนี้และอายุการใช้งานที่คุ้มค่านับไม่ถ้วนของน้ำท่วมเพลงมุมของตลาดทุก เปิดใจของคุณไปกับเสียงใหม่ แต่ถ้าคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณไม่ชอบไม่ชนะตัวเองขึ้น เพียงคำตอบที่ไม่ถูกต้องปิดตัวเองออกไปสู่สิ่งที่ใหม่ก่อนที่คุณได้รับพวกเขามีโอกาส