ประวัติดนตรีแจ๊ส part8

ดนตรีแจ็ส

หลังจากที่เกิดสไตล์ Modal Jazz ขึ้นมาแล้ว จากเดิมที่ดนตรีจะต้องให้ความสนใจในเรื่องของ Tonal หรือว่าโทนรวมของเพลงที่ยังต้องยึดคีย์เพลงเป็นหลักแม้จะมีการเปลี่ยนคอร์ดที่พิสดารเพียงใดก็ตาม ก็ยังคงต้องอยู่ในกรอบและโครงสร้างของเพลงอยู่ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีนักดนตรีอีกกลุ่มหนึ่งที่ผ่านพ้นจุดเหล่านี้มาอย่างโชกโชนก็เริ่มหาเส้นทางใหม่ๆให้กับตนเอง คนดนตรีเหล่านี้ไม่สนเรื่องของ Tonal แต่อย่างใดเพราะพวกเขาพุ่งความสนใจไปที่ Atonal หมายความว่า ดนตรีที่ไม่สนเรื่องของคีย์เพลงหรือเสียงที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของดนตรีแต่อย่างใด สิ่งที่เป็นความสนใจใหม่ที่เข้ามาก็คือเรื่องของ “ จังหวะ ” และ “ อารมณ์ ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ Miles ทำเช่นนี้ก็เกิดความไม่พอใจให้กับนักดนตรีหัวโบราณอีกมากมาย พวกเขาเหล่านั้นสาปแช่งและดูถูก Miles อย่างรังเกียจ ทุกคนต่างประณาม Miles ว่าเขาเป็นตัวทำลายความสวยงามของดนตรีแจ็สที่ เคยมีอยู่ลงอย่างสิ้นเชิง แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่ากระแสแนวเพลงหลักอีกหนึ่งสไตล์ของแจ็สกำลังจะเกิดขึ้น แล้ว และแม้ว่าจะมีคนเกลียดมากเท่าไหร่ในทางกลับกันก็มีคนชอบมากขึ้นเท่านั้นเช่น กัน Fusion Jazz ของ Miles เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักศึกษาและเหล่าคนฟังเพลงร็อกและยังมี แฟนเพลงเก่าๆยังคงติดตามผลงานของเขาอย่างไม่ขาดสาย
อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่มาจากทางตะวันออกหรือว่าจังหวะจากแอฟริกันหรือพวกเวิล์ดมิวสิก พวกเขาต่างก็นำมันมาเป็นสัดส่วนในการทดลองสไตล์เพลงแนวใหม่นี้ด้วย และสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขาเลยก็คือการเล่นที่ออกมาจากอารมณ์หรือจากจิตใต้สำนึกล้วนๆ หรือจะกล่าวว่าเป็นดนตรีเปิดทุกอย่างให้เป็นอิสระก็ได้เช่นกัน

แจ็สในรูปแบบใหม่นี้อาจเป็นเรื่องยากมากในการที่จะเข้าถึงมัน หลายๆคนก็ต่อต้านมันแต่อีกหลายคนก็ซึมซับมันอย่างอิ่มเอมราวกับเป็นงานศิลปะในแนว Abstract ชั้นเยี่ยม ทั้งนี้ทั้งนั้นแจ็สในแบบ Avant Garde – Free Jazz ผู้ฟังต้องอาจมีพื้นฐานทางดนตรีแจ็สหรือผ่านการฟังแจ็สมาพอสมควร เพื่อจะได้รับรู้กับอารมณ์ของผู้เล่น

นักดนตรีที่โดเด่นในยุคนี้ก็คือ Ornette Coleman , John Coltrane , Albert Ayler ,Cecil Taylor เป็นต้น

Fusion (1970)

เมื่อย่างเข้าช่วงปลายยุค 60 กระแสดนตรีหลักที่มาแรงเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือแนวเพลงร็อก ดนตรีร็อกถูกแพร่กระจายไปอย่างแพร่หลายหนุ่มสาวยุคบุปผาชนต้องการการแสดงออกถึงความอิสระเสรีทางความคิดของปัจเฉกบุคคล ทุกคนต่างใช้การแสดงออกผ่านเสียงเพลง นักดนตรีอย่าง Jimi Hendrix , The Who , The Beatles , Bob Dylan ต่างก้าวขึ้นมาเป็นแรงบัลดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ๆอย่างมากมาย แม้กระทั้งนักดนตรีแจ็สหัวก้าวหน้าอย่าง Miles Davis ที่กำลังต้องการหาแนวทางใหม่ๆให้กับดนตรีของเขา ซึ่งขณะนั้นเขากำลังสนใจดนตรีของ James Brown และดนตรีจังหวะร็อกต่างๆ

ณ ช่วงเวลานั้นดูเหมือนว่า Miles กำลังสนใจในเสน่ห์ของเครื่องดนตรีไฟฟ้าเป็นอย่างมากและอีกทั้งเขายังได้มีโอกาสที่สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางดนตรีกับ Jimi Hendrix เลยทำให้เขาสนใจในดนตรีร็อกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นโอกาสที่จะทดลองเช่นนี้ Miles ไม่รอช้าแต่อย่างใด เขาตัดสินใจทิ้งเครื่องดนตรีอย่างดับเบิ้ลเบสหรือเปียโน เพื่อนำเอาเครื่องดนตรีอย่างเบสไฟฟ้าหรือคีย์บอร์ดและเขายังนำเอากีต้าร์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ในงานด้วย

ผลงานของ Miles ในครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกลับการทิ้งจังหวะสวิงหรือเพลงที่ต้องมีคอร์ดที่เปลี่ยนอย่างมากมาย เขามาใช้คอร์ดเพียงไม่กี่คอร์ดและเปิดอิสระให้กับนักดนตรีอย่างเต็มที่โดยไม่ปิดกั้นแต่อย่างใด และเขาได้นำเอาจังหวะของร็อกมาใช้อย่างเต็มตัวจนทำให้เกิดอัลบัมชุดประวัติศาสตร์ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น In The Silent Way , Britches Brew เป็นต้น สองชุดนี้อาจเรียกว่าเป็นอัลบัมที่กำเนิดแนว Fusion Jazz อย่างแท้จริงก็ว่าได้ โดยครั้งนี้ Miles ได้รวบรวมลูกทีมขึ้นมาใหม่ไม่ว่าจะเป็น Wayne Shorter , Joe Zawinul , Chick Corea ,John McLaughlin ,Herbie Hancock และ Michael Brecker และอีกมากมาย (ภายหลังนักดนตรีเหล่านี้เป็นผู้นำความคิดของ Miles ไปต่อยอดในแนวทางของตนอย่างมากมาย)