ประวัติดนตรีแจ๊ส part5

ดนตรีแจ็ส

Be – Bop (1940 -1950)

เมื่อเวลาแห่งความสนุกและรื่นรมย์แห่งดนตรี Big Band กำลังดำเนินมาเรื่อยๆ และเป็นกระแสหลักแห่งดนตรีในยุคนั้น ปัญหาหนึ่งที่ค้างคามานานท่ามกลางในวงดนตรี Big Band ต่างๆ นั้นคือปัญหาเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันของคนดำและคนขาวที่ต้องเล่นร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจ้างที่คนดำได้น้อยกว่าหรือการบริการที่ให้กับคนขาวมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่เริ่มเบื่อระบบการทำงานในกลุ่มคนหมู่มากเช่นนี้ มันจึงเป็นเหมือนกับปัญหาที่สะสมมานานเพื่อรอวันระเบิด

และเมื่อวันเวลาที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดอีกอย่างที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงนัยยะว่าแนวดนตรี Big Band กำลังถึงจุดตกต่ำนั่นคือ สไตล์ของดนตรีนั่นเองที่เริ่มเป็นตัวทำลายตัวเอง เพราะทุกครั้งที่วง Big Band ขึ้นเล่นก็จะเล่นในรูปแบบและมีฟอร์มที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและเป็นประจำทุกครั้ง ก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่สำหรับคนที่ดูมาเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงกลางปี 1940 ดนตรี Big Band ก็ก้าวมาถึงทางตัน

ในขณะเดียวกันนั้นมีคลับยามค่ำคืนหลายแห่งก็มักจะเปิดช่วงเวลาพิเศษที่เรียกว่า After Hours ขึ้นมา ช่วงเวลานี้จะเป็นที่รู้กันในระหว่างนักดนตรีที่หัวก้าวหน้าทั้งหลาย ที่เบื่อกับดนตรีแจ็สในยุคปัจจุบัน ทุกคนมักจะมารวมตัวพูดคุยถึงดนตรีแจ็สและมักจะหาแนวทางใหม่ๆในการเล่น จนกระทั้งมีการปรากฎตัวของชายหนุ่มไฟแรงทั้งคู่ นั่นคือ Charlie Parker และ Dizzy Gillespie ที่มาร่วมเล่นด้วย

และคลับหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ Milton ‘s Playhouse ซึ่งได้มีการจัด jam session ทุก ๆ วันจันทร์โดยจัดให้มีการแจมกันกับวงประจำของทางร้านซึ่งมีนักเปียโนประจำคือ Thelonious Monk และ มือกลองคือ Kenny Clarke นักดนตรีที่มาร่วมแจมเป็นประจำก็เป็นนักทรัมเป็ต Dizzy Gillespie และ มือแซ็ก Charlie Parker

ลีลาและสำเนียงของทั้งคู่นั้นต่างจากนักแซ็กโซโฟนหรือมือทรัมเป็ตทั้งหลาย ทั้งคู้เต็มไปด้วยสำเนียงที่เกรียวกราดและรวดเร็ว มีโน็ตหลายๆโน็ตที่เล่นออกมามีท่วงทำนองที่เเปร่งหู เรียกว่าหากใครได้ฟังต้องหันมองอย่างทึ่งทีเดียว

พวกเขาทั้งคู่มักจะชอบตั้งวงในขนาดเล็กที่ต่างจากวงอย่าง Big Band ราวฟ้ากับดิน วงดนตรีของทั้งคู่นั้นมักจะมีสมาชิกเพียง 5 คนเท่านั้น โดยที่ตำแหน่งผู้เล่นจะมี แซ็กโซโฟน , ทรัมเป็ต ,เปียโน ,เบส และกลองเป็นเครื่องดนตรีหลัก ในส่วนของทางคอร์ดที่รองรับเพลงเหล่านี้ก็มักที่จะเป็นทางคอร์ดที่ซับซ้อนพอสมควรจนบางครั้งอาจจะมีการเปลี่ยนคีย์เพลงหลายคีย์ในเพลงเดียว และมักจะมีการเปลี่ยนคอร์ดที่ถี่มากๆ เช่นในหนึ่งหองมักจะมีคอร์ดที่เปลี่ยนอย่างน้อยสองคอร์ด อีกทั้งเมื่อถูกนำไปเล่นในสปีดที่ไม่ต่ำกว่า 180 – 200 ขึ้นไป (บางเพลงอาจจะถึง 240 -260 หรือมากกว่านั้นก็เป็นได้) จึงเป็นความยากที่น่าท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนักดนตรีหัวก้าวหน้าทั้งหลาย แต่สำหรับนักดนตรีหัวโบราณต่างมองว่าเป็นดนตรีที่ไรสาระและแหกขนบธรรมเนียมอย่างยิ่ง แม้กระทั่ง Louis Armstrong เองก็เคยพูดถึงบีบ็อบว่าบีบ็อบนั้น “It had no melody to remember and no beat to dance to”

แต่ดนตรีสไตล์นี้กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะนักดนตรีหัวก้าวหน้าทั้งหลายและพวกนักศึกษาที่เรียนดนตรีอย่างจริงจัง และชื่อเสียงของ Thelonious Monk ,Dizzy Gillespie และ Charlie Parker จึงเป็นที่รู้กันว่าพวกเขาทั้งสามได้ปฎิวัติแนวดนตรีขึ้นมาใหม่ขึ้นมาบนโลกแล้ว ซึ่งได้ถูกขนานนามว่า Be – Bop นั้นเอง