ประวัติดนตรีแจ๊ส part1

ดนตรีแจ็ส

สวัสดีครับวันนี้ประเด็นแรกเราขอเปิดประเด็นไปที่ดนตรีที่ถือเป็นรากของเพลงในยุคปัจจุบันนะครับ แนวดนตรีที่เรามาแนะนำในวันนี้คือ แจ๊สครับ ผมขอแบ่งเป็นหลายๆตอนนะครับเพื่อที่จะแบ่งแยกความเข้าใจได้ง่ายๆครับ ไม่รอช่าเราไปทำความรู้จักกับประวัติดนตรีแจ๊สกันเลยครับ

แจ๊ส(Jazz) เป็นดนตรีที่นับว่าสร้างความอิสระให้กับตัวผู้เล่นอย่างยิ่ง ดนตรีชนิดนี้ไม่เคยสร้างกฎตายให้กับตัวของเอง มันสามารถพลิกแพลงและเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา นับว่าเป็นดนตรีที่สามารถสร้างความแปลกประหลาดใจให้ทั้งตัวผู้ที่เล่นร่วม กันรวมไปถึงผู้ฟังด้วย และสิ่งพิเศษและแตกต่างอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ “ แจ๊ส ” สามารถนำสไตล์ของตัวเองเข้าไปรวมกับดนตรีสไตล์อื่นๆที่มีอยู่ในโลกนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากระแสดนตรีบนโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปกี่ยุคกี่สมัย จะมีดนตรีแนวใหม่ๆขึ้นอีกซักกี่แนว และคนฟังเพลงจะเปลี่ยนแปลงความชอบไปอีกซักกี่ร้อยครั้ง จนทำให้สไตล์เพลงหลายๆสไตล์ได้ตกยุคตกสมัยไป แต่แจ็สก็ไม่เคยได้ตายตามไปด้วย กระแสของแจ็สยังคงไปได้อย่างเรื่อยๆนิ่งๆและสามารถแฝงตัวเข้าไปได้ทุกยุคทุก สมัยและทุกสไตล์และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งแต่อย่างใด

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสไตล์นี้และไม่มีทางแยกออกจากกันได้แต่อย่างใดคือ “ Syncopation ” การเล่นแบบขืนจังหวะ และ “ Improvisation ” หรือความหมายในภาษาไทยที่เรียกว่า “ การด้นสด ” หรือจะให้เข้าใจถึงความหมายนี้ให้ชัดเจนก็คือ “ การเล่นที่เกิดขึ้นโดยทันที ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน ” สิ่งนี้นับว่าเป็นเสน่ห์ที่เกิดขึ้นมาคู่กับดนตรีแจ็สอย่างหนีไม่พ้น การเล่นแบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนักดนตรี เพราะจะต้องมีความพร้อมในทุกเรื่อง นั่นคือผู้เล่นต้องมีทักษะและความรู้ทางเรื่องทฤษฏีเป็นอย่างมาก

ช่วงเวลาที่เกิดดนตรี แจ็ส ขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนก็คงต้องย้อนกลับไปซักราวๆปี 1985 ซึ่งเกิดจากคนผิวดำหรือชาวแอฟริกาหรือที่เรียกว่านิโกรนั่นเอง และต้นกำเนิดดนตรีสไตล์นี้ที่แท้จริงนั้นต้องยกให้กับดนตรีสไตล์ “ Blues

และ ในเวลาต่อมาเมื่อยุคสมัยเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป อะไรหลายๆอย่างก็มีการพัฒนาเช่นเดียวกันกับบลูส์ที่พัฒนาไปเป็นดนตรีที่มีคน ฟังนิยมไม่แพ้กันเลย อีกทั้งเมื่อเริ่มต้นมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาบลูส์ก็เริ่มเข้าสู่รูปร่างของ การค้ามากขึ้น นั่นหมายความว่าเริ่มมีการอัดและบันทึกเสียงเพื่อการค้า และนักดนตรีบลูส์คนแรกที่ต่างก็มีคนเรียกว่าเป็น “ บิดาแห่งบลูส์ ” นั่นก็คือ W.C Handy เขาผู้นี้ได้แต่งเพลงเยี่ยมๆเอาไว้อย่างมากมาย โดยที่ปัจจุบันยังเป็นที่นิยมอยู่ไม่ว่าจะเป็นเพลง Beale Street Blues,Yellow Dog Blues หรือ ST.Louis Blues เป็นต้น

และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายๆปี 1920 ย่างเข้า 1930 ก็ได้ปรากฏนักดนตรีแนวบลูส์ที่น่าจะเรียกว่าเป็นคนบลูส์ที่หัวก้าวหน้ากว่า คนอื่นๆนั่นคือ Lonnie Johnson ซึ่งเขาเป็นมือกีต้าร์ที่มีแนวทางที่รับเอาไอเดียใหม่ๆมาใช้กับตนเองเสมอ และเขาผู้นี้ก็ได้เป็นแรงบัลดาลใจและมีอิทธิพลต่อมือกีต้าร์คนหนึ่งซึ่ง ปัจจุบันนั้น แม้ว่าตัวจะตายไปแล้วแต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังคงอยู่และเป็นมือกีต้าร์ที่คน ต่างยอมรับเข้าขั้นเทพอีกคนนั้นคือ Robert Johnson นั่นเอง และในสายของบูลส์นั้นก็ยังคงพัฒนาสืบต่อมาเรื่อยๆ จากคนผิวดำรุ่นต่อรุ่นจนส่งผลต่อคนผิวขาว ซึ่งดนตรีแนวนี้ก็สร้างนักดนตรีดังๆขึ้นมาหลายคนเช่น T – Bone Walker ,Albert King ,B.B King , Mudy Water ,Jimie Hendrix ,Eric Clapton ,Stevie Ray Vaughn , Robben Ford หรือจะเป็นรุ่นใหม่อย่าง Jonny Lang ,Kenny Wayne Shepherd

ดนตรีบลูส์เองนั้นก็มีการพัฒนาการสืบต่อกันมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นดนตรีที่นิยมกันในเฉพาะในหมู่คนดำ และในขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีอีกมุมหนึ่งที่เป็นนักดนตรีผิวดำก็นำบลูส์ไป พัฒนาในเรื่องของจังหวะ โดยระยะแรกนักดนตรีกลุ่มนี้ต่างเรียกสไตล์ที่พัฒนาขึ้นมานั้นว่า Ragtime

เมื่อ แรกเริ่มนั้นนับตั้งแต่เหล่าบรรดานักโทษผิวดำชาวแอฟริกันนั้นย่างก้าวเข้ามา สู่ดินแดนเสรีภาพ พวกเข้าก็นำศิลปะ,วัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ด้วย เดิมทีเดียวดนตรีของพวกคนดำนั้นจะออกเป็นพวกเพลงร้องสวดหรือเพลงที่ใช้ร้อง ในทางศาสนาซะมากกว่าหรือที่เรียกว่า Gospel

ศิลปะชิ้นงานชิ้นนี้นั้นใช้วิธีสืบทอดต่อกันมา โดยวิธีการที่เล่าหรือว่าร้องให้ฟังแบบปากต่อปากรุ่นต่อรุ่น ดนตรีชนิดนี้นั้นส่วนใหญ่เนื้อหาก็เป็นเรื่องของการบรรยายถึงความลำบากลำบน ของชีวิตนักโทษหรือทาสที่โดนกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลา โดยที่พวกคนงานหรือแรงงานในไร่ทั้งหลายมักจะใช้เวลาหลังเลิกงานมานั่งร่วม กันร้องเพลงเพื่อระบายความเครียด โดยเครื่องดนตรีเบื้องต้นที่นำมาเล่นส่วนใหญ่ก็เป็นอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัว หรือโดยมากจะเป็นเครื่องดนตรีราคาถูกซะมากกว่า และด้วยความที่ไม่มีการเรียนรู้ในเรื่องของทฤษฎีดนตรีอย่างถูกต้องและจริง จัง จึงทำให้สิ่งที่เล่นออกมานั้นเสียงและท่วงทำนองมักจะออกทางเพี้ยนๆและมั่ว แต่มันกลับสร้างความสุขอย่างมหาศาล